Summer Road Trip in Iceland
ทริปนี้เราจะพาทุกคนมาชมความสวยงามของฤดูร้อนไอซ์แลนด์ที่เปลี่ยนจากดินแดนน้ำแข็งอันเงียบสงบให้กลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยสีสัน และชีวิตชีวา มีดวงอาทิตย์ไม่เคยหลับไหล นั่งมองทุ่งหญ้าสีเขียวที่โอบล้อมด้วยภูเขาไฟ ธารน้ำแข็งสีฟ้าใสที่ไวป์แสนจะดีงาม ขับรถลัดเลาะหน้าผาริมทะเลไปชมเจ้านกพัฟฟินตากลม ๆ ขนปุกปุยสีขาวดำสุดน่ารักบนโขดหิน ทั้งหมดที่พูดมายังไม่ถึงเศษเสี้ยวของความสวยของที่นี่เลย ถ้าทุกคนอยากรู้ว่าประเทศขั้วโลกนี้จะเป็นยังไง หน้าตาจะเป็นแบบไหน ตามเรามาดูกันได้เลยย!!!




My Itinerary
Day 0 : Bangkok – Iceland
Day 1 : Iceland
- Reykjavík City
Day 2 : Iceland
- Kirkjufell
- Búðakirkja
Day 3 : Golden Circle
- Geysir
- Gullfoss
- Seljalandsfoss
Day 4 : Iceland
- ทุ่งมอสลาวา
- Jökulsárlón
- Diamond Beach
Day 5 : Iceland
- Borgarfjarðarhöfn
- Stuðlagil Canyon
Day 6 : Iceland
- Höfn
- Vestrahorn
- Víkurfjara
- The Plane Wreck Shuttle
Day 7 : Iceland
- Skógafoss
- Blue Lagoon
Day 8 : Iceland – Bangkok

Day 1 : Bangkok – Reykjavík
Reykjavík City
หลังจากเครื่องแตะรันเวย์ที่สนามบินเคฟลาวิก พวกเรารีบรับกระเป๋าและไปรับรถที่จองไว้ แนะนำเลยว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่ควรคู่กับการ Roadtrip ที่สุดดด หลังจากเราขับเข้าตัวเมืองเรคยาวิก เมืองหลวงเล็ก ๆ ที่น่ารักกว่าที่คิด ตัวบ้านเรือนสีพาสเทลเรียงกันบนถนนลาดเนิน มีโบสถ์ Hallgrímskirkja ยืนเด่นอยู่ใจกลางเมือง มีคาเฟ่เล็ก ๆ ริมทางก็ส่งกลิ่นกาแฟหอม ๆ

หลังจากเช็คอินเก็บของ พวกเราก็เดินเล่นกันที่ ถนนสายรุ้ง (Rainbow Street) ถนนเส้นเล็ก ๆ ที่ทอดตัวไปหาโบสถ์ Hallgrímskirkja ตัวพื้นถนนทาสีรุ้งสดใสเหมือนความสุขที่หกลงมาบนคอนกรีต ทุกคนที่ผ่านไปมาจะต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายแทบทุกคน สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านกาแฟ คาเฟ่ และร้านขายของจุกจิกแบบที่เดินแล้วยิ้มตามเลย





เมื่อเดินไปจนสุดถนนสายรุ้ง ก็จะเจอกับไฮไลต์ประจำเมืองที่ใครมาก็ต้องแวะอย่าง “โบสถ์ Hallgrímskirkja” โดยที่นี่ไม่ใช่โบสถ์ที่ดูหรูหราแบบยุโรปทั่วไปนะ แต่ที่นี่ยังแอบซ่อนเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ด้วย โดย Hallgrímskirkja ถูกตั้งชื่อตาม Hallgrímur Pétursson นักประพันธ์เพลงสวดชื่อดังของไอซ์แลนด์
ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 40 ปี แรงบันดาลใจของดีไซน์มาจาก ลาวาเสาที่เย็นตัวเป็นชั้น ๆ ซึ่งเป็นภูมิประเทศเฉพาะของไอซ์แลนด์ที่ดูเก๋สุด ๆ



หลังจากออกจากโบสถ์เราค่อย ๆ เดินเล่นลงมาทางด้านล่างของเมือง อากาศคือเย็นแบบดีต่อใจมาก เผลอแปปเดียวก็มาถึงท่าเรือเรคยาวิก (Old Harbour) อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสุดชิลที่ห้ามพลาดเลย โดยท่าเรือแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เรือ แต่ยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาทั้งร้านกาแฟ คาเฟ่สีลูกกวาด พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ร้านขายโปสการ์ด และสตูดิโองานคราฟต์กระจุกกระจิกวางเรียงกันตลอดแนว ยิ่งช่วงเย็นไวป์บริเวณนี้คือโคตรดี





Day 2 : Iceland
Kirkjufell
เช้านี้เราออกจากเรคยาวิกแบบสาย ๆ วิวข้างทางก็ยังดีเหมือนเดิม พวกเราเปิดเพลงเบา ๆ แล้วขับรถไปบนถนนสายยาวที่ทอดผ่านทุ่งหญ้า ภูเขา และฟาร์มเล็ก ๆ มุ่งหน้าไปยัง Kirkjufell หรือที่ใครหลายคนเรียกว่า “ภูเขาหมวกแม่มด”กัน ข้างหน้าภูเขาคือ Kirkjufellsfoss น้ำตกเล็ก ๆ ที่สวยมาก และที่นี่ยังเป็นหนึ่งในภาพจำของไอซ์แลนด์อีกด้วยโดยบริเวณนี้เราจะได้เห็นธรรมที่สุดแสนจะงดงาม ตัวน้ำตกอยู่ด้านหน้า ภูเขาอยู่ด้านหลัง และมีท้องฟ้าสีฟ้าตัดกับทุ่งหญ้าสุดสีเขียว เป็นVibes ซัมเมอร์ที่คู่ควรแก่การมาสุดจริง ๆ




Búðakirkja
หลังจากอิ่มท้องพวกเราก็ขับรถช้า ๆ ไปยังอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่พลาดไม่ได้อย่าง Búðakirkja หรือ “โบสถ์ดำแห่งบูเดียร์” ที่นี่นอกจากตัวโบสถ์ที่ถ่ายรูปออกมาแล้วดูคูล ๆ แล้ว วิวภูเขาที่โอบล้อม ทำให้โบสถ์ที่นี่ปังกว่าเดิมอีก ส่วนใครมีเวลาแถวๆชายหาดตรงโบสถ์ จะชอบมีน้องอุ๋งๆมาโชว์ตัวด้วย




Day 3 : Golden Circle
Geysir
เช้านี้เราออกเดินทางจากที่พักแต่เช้าเพื่อขับรถเข้าสู่เส้น Golden Circle ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติของจริง เริ่มตั้งแต่จุดแรกเลยคือ Geysir น้ำพุร้อนกลางทุ่งลาวาเก่าที่ปะทุอยู่ตลอดเวลา ไฮไลต์คือ Strokkur น้ำพุร้อนที่พุ่งจากพื้นดินทุก ๆ 5-10 นาที สูงบางทีความแรงสูงถึง 20-30 เมตรเลยนะ มันแปลกตาและว้าวสุด ๆ



หลังจากชมโชว์น้ำพุร้อนแล้วเราก็ขับรถไปยัง Gullfoss น้ำตกสุดยิ่งใหญ่ อลังการของประเทศไอซ์แลนด์ แต่ระระหว่างทางพวกเราบังเอิญเจอน้อง”ม้าไอซ์แลนด์“ที่ยืนอยู่ในทุ่งหญ้าโล่งๆ โดยม้าไอซ์แลนด์เป็นสายพันธุ์ที่เล็กกว่าม้าทั่วไปนิดหน่อย แต่หน้าน้องคือสุดคิ้วท์มาก


Gullfoss
หลังจากเซย์ฮายกับม้าไอซ์แลนด์ตัวจิ๋วแสนเฟรนด์ลี่ เราก็มาถึงอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Golden Circle คือน้ำตก Gullfoss ที่สุดแสนยิ่งใหญ่อลังการ เสียงน้ำคือดังมากจนได้ยินตั้งแต่ยังอยู่ในลานจอดรถเลยอะ โดยพวกเราเริ่มจากเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวด้านบนที่มองเห็นน้ำตกสองชั้นซ้อนกันก่อนเลย หลังจากเก็บภาพจนจุใจพวกเราค่อย ๆ เดินลงไปตามเส้นทางที่ลัดเลาะไหล่เขาลงไปเรื่อยๆ ถ้าโชคดีเราจะได้เห็นรุ้งกินน้ำโผล่ขึ้นมาโชว์ด้วยนะ





Seljalandsfoss
น้ำตกที่ให้เรายืนอยู่ด้านหลังสายฝนของธรรมชาติ หลังจากซึมซับความอลังการของ Gullfoss แล้ว พวกเราก็รีบขับรถไปโลเคชั่นสุดท้ายอย่าง Seljalandsfoss น้ำตกที่สูงประมาณ 60 เมตร ที่มีกิมมิกสุดเจ๋งๆคือสามารถเดินเข้าไปด้านหลังของน้ำตกได้ ส่วนใครคิดว่าจะชุ่มฉ่ำมั้ย บอกว่าเลยตรงทางเข้าคือเปียกมาก แนะนำให้พกเสื้อกันฝนมากัน แต่หลังจากเข้ามาทางหลังเราจะได้เห็นมุมน้ำตกที่แปลกตา ใครมาแล้วอยากให้ลองเข้ามาดูกัน ถึงจะไม่ว้าวมาก แต่ก็เป็นอีกประสบการณ์ที่สนุกสุด ๆ หลังจากนั้นพวกเราก็เดินเก็บบรรยากาศรอบ ๆ น้ำตกที่มีทุ่งหญ้าเขียว ๆ รายล้อมไปด้วยหน้าผาที่ถ่ายรูปมุมไหนก็ปังอะจริง ๆ






Day 4 : Iceland
วันนี้เราจะเดินทางยาว ๆ เพื่อไปยังเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Egilsstaðir เมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขาและธรรมชาติสุดอลังการ แต่ก่อนจะไปถึงเราขอแวะเติมความฟูให้หัวใจกันหน่อยที่ “ทุ่งมอสวาลา” โดยที่นี่เป็นผืนลาวาเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยมอสสีเขียวสดนุ่มนิ่มเฉพาะในช่วงซัมเมอร์ และจะดูชุ่มชื้นหลังจากฝนตกใหม่ ๆ แต่ขอเตือนนิดนึงว่าอย่าเดินเข้าไปลึก หรือลงน้ำหนักแรงเกินไปนะ เพราะมอสคือสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางมาก และต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟู แนะนำให้แค่ยืนอยู่ริม ๆ หรือตรงทางเดินที่เค้าจัดใหแลไว้ให้ก็พอแล้ว





Jökulsárlón
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยัง Egilsstaðir พวกเราก็ขอแวะเที่ยวหนึ่งในโลเคชั่นสุดว้าวที่สุดไอซ์แลนด์อย่าง Jökulsárlón หรือที่หลายคนเรียกกันว่า Glacier Lagoon ทะเลสาบท่มีภูเขาน้ำแข็งที่เราว่าถ่ายรูปคือปังมากกกกกก ส่วนใครอยากขึ้นเรือเล็ก ๆ ไปใกล้ ๆ เค้าก็มีทัวร์ให้เลือกด้วยนะ โดยJökulsárlón เป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่อยู่ทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์ ที่เอาจริงๆ เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง โดยประมาณช่วงปี 1930 เป็นต้นมา หลังจากที่ธารน้ำแข็ง Breiðamerkurjökull ค่อย ๆ ถอยร่นเพราะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น จนเกิดแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีก้อนน้ำแข็งแตกตัวลอยอยู่ในน้ำกลายเป็นภาพสุดมหัศจรรย์ให้เราได้เห็นกันจนถึงทุกวันนี้






Diamond Beach
ข้ามถนนมาอีกฝั่งเราจะเจอกับอีกหนึ่งโลเคชั่นสุดว้าวอย่าง Diamond Beach หาดทรายดำที่ตัดกับก้อนน้ำแข็งใส ๆ ที่ถูกคลื่นพัดมาเกยฝั่งที่บางก้อนคือดูเหมือนคริสตัล บางก้อนเหมือนเพชรก้อนใหญ่ แต่ช่วงที่เรามาก้อนน้ำแข็งแอบเล็กไปนิดนึงงงง



Day 5 : Iceland
Borgarfjarðarhöfn
วันนี้เราออกจาก Egilsstaðir แต่เช้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังไฮไลต์ของทริปซัมเมอร์นี้คือ Borgarfjarðarhöfn หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ที่เป็นหนึ่งใน จุดดูนกพัฟฟินที่ดีที่สุดของไอซ์แลนด์ โดยในฤดูร้อนเจ้านกพัฟฟินหลายพันตัวจะบินกลับมาทำรังบนหน้าผากันเต็มไปหมดทั้งแนวชายฝั่งนี้เลย โดยเราขับรถเข้าไปจอดใกล้ ๆ ท่าเรือ แล้วค่อย ๆ เดินขึ้นไปยังจุดชมวิวที่้เราจะได้เห็นน้องตัวกลม ๆ ปากส้มสด ๆ กับขนฟู ๆ สีขาวดำ และท่าทางเป๋อ ๆ เหมือนหลุดมาจากการ์ตูน บางตัวกำลังเดินเล่น บางตัวงีบหลับ บางตัวคาบปลาว่ายน้ำกลับรังให้ลูก ๆ แถมที่นี่เราสามารถ ดูน้องได้ใกล้มากแบบไม่ต้องใช้เลนส์ซูมเลย แถมบรรยากาศก็คือสงบ ไม่มีความวุ่นวายเลย






โดยเจ้านกพัฟฟิน หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “นกเพนกวินแห่งซีกโลกเหนือ” เป็นนกทะเลที่พบได้มากในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และไอซ์แลนด์ถือเป็นบ้านของพวกมันมากที่สุดในโลก ในฤดูร้อนนกพัฟฟินนับล้านตัวจะบินกลับมาที่ไอซ์แลนด์เพื่อทำรัง วางไข่ และเลี้ยงลูกตามหน้าผาริมทะเล โดยช่วงเวลานี้เองที่เรามีโอกาสได้เห็นน้องใกล้ ๆ และแบบเยอะสุด ๆ เฉพาะเดือน พฤษภาคม–สิงหาคม เท่านั้น ถึงจะดูเป๋อ ๆ แต่จริง ๆ แล้วนกพัฟฟินว่ายน้ำเก่งมาก ดำน้ำแถมยังน้ำลึกได้เพื่อจับปลา และบินได้เร็วสุด ๆ อีกด้วย






Stuðlagil Canyon
ช่วงบ่ายหลังจากบอกลาน้องพัฟฟิน เราขับรถมาต่อกันที่ Stuðlagil Canyon หุบเขาที่เกิดจากแม่น้ำ Jökla ตัดผ่านชั้นหินลาวาจนเกิดเป็น “กำแพงหินหกเหลี่ยม” ตลอดสองฝั่ง พอเดินไปถึงจุดชมวิวด้านล่างคือ ว้าวจริง ๆ ด้านหน้าคือแม่น้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ไหลคดเคี้ยวกลางผนังหินบะซอลต์สีเทาดำที่เรียงตัวกัน แนะนำให้เดินลงไปฝั่ง East Side จะได้ใกล้แม่น้ำมากขึ้น และสามารถเดินลงไปถึงบริเวณหินได้เลย







Day 6 : Iceland
วันนี้เราจะย้อนกลับมาเที่ยวที่เมือง Vík กัน แต่ก่อนถึงเราขอแนะนำให้แวะพักเมือง Höfn ที่มี Pakkhús Restaurant ร้านอาหารทะเลที่อร่อยม๊ากกกก โดยตัวร้านตั้งอยู่ริมท่าเรือในอาคารไม้เก่าที่รีโนเวตใหม่ ให้ความรู้สึกอุ่น ๆ แบบบ้านไม้ริมทะเล พอเปิดประตูเข้าไปคือกลิ่นอาหารทะเลสด ๆ ลอยมาเตะจมูกเลย และเมนูที่ห้ามพลาดคือ langoustine หรือลอบสเตอร์ตัวเล็กแบบไอซ์แลนด์ ที่เนื้อหวานนุ่ม ย่างมากำลังดี เสิร์ฟกับเนยกระเทียมหอม ๆ และขนมปังกรอบๆ คือโคตรรรรรรรดี
Vestrahorn
อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสุดอลังการที่เป็นยอดเขาแหลมตัดกับทะเลสีดำของหาด Stokksnes และเนินหญ้าที่ถ่ายรูปออกมาคือดีมาก




Víkurfjara
หลังจากขับรถผ่านเส้นทางริมภูเขา ลัดเลาะฟยอร์ด และวิวที่เปลี่ยนทุกสิบกิโลแบบไม่มีเบื่อ ช่วงบ่ายแก่ ๆ เราก็มาถึงปลายทางของวันนี้อย่าง Víkurfjara หาดทรายดำริมมหาสมุทรแอตแลนติกที่อยู่ใกล้เมือง Vík โดยที่นี่เราจะได้เห็นวิวหาดทรายดำละเอียดเนียนสุดลูกหูลูกตา ที่มีแท่งหิน Reynisdrangar โผล่จากหินเป็นแบล็คกราวสุดอลังการ แถมที่นี่ยังมีมุมถ่ายรูปชิค ๆ เยอะอีกด้วย







The Plane Wreck Shuttle
หลังจากเที่ยวหาดทรายดำสุดเก๋แล้ว พวกเราก็ขอแวะอีกหนึ่งโลเคชั่นสุดเท่ที่พลาดไม่ได้เลยกับการถ่ายรูปกับซากเครื่องบินรบของทหารสหรัฐฯ ที่ตกเมื่อปี 1973
แต่กลับรอดชีวิตกันทั้งหมดแบบปาฏิหาริย์ โดยเครื่องบินลำนี้คือ Douglas C-117D ที่หลังจากตกมันก็ถูกทิ้งจนเวลาผ่านไป ที่นี่กลับกลายเป็นแลนด์มาร์กสุดฮิป ที่ใครมาไอซ์แลนด์ก็ต้องแวะมากัน ยิ่งอยู่กลางหาดทรายดำโล่ง ๆ ถ่ายรูปรือสุดจะเท่





Day 7 : Iceland
Skógafoss
วันสุดท้ายของทริปพวกเราขอตื่นเช้ากว่าทุกวันนิดนึงเพราะไม่อยากพลาดช่วงเวลาที่แสงแดดแรกของวันค่อย ๆ ทอดผ่านสายน้ำที่ Skógafoss น้ำตกสูงตระหง่าน ความแรงของน้ำทำให้พื้นเบื้องล่างเต็มไปด้วยหมอกน้ำ ละอองน้ำกระจายฟุ้งไปหมด แต่ถ้าอยากได้รูปสวย ๆ เราแนะนำให้เดินไปใกล้ๆ ตัวน้ำตกและถ่ายรูปออกมา ตัวเราจะดูอลังไปเลยเพราะน้ำตกที่มันอลังการม๊ากกกก




และอีกหนึ่งภาพจำของซัมเมอร์ไอซ์แลนด์คือ มุมไกล ๆ ที่เห็นน้ำตกอยู่ลิบ ๆ โดยมีทุ่งดอก Lupine สีม่วงฟู ๆ อยู่เต็มด้านหน้า โดยในช่วงเดือนมิถุนายนถึงต้นกรกฎาคม คือช่วงพีคที่สุดที่เราจะได้เห็นภาพ “ทุ่งสีม่วงอมฟ้า” เต็มไปหมดทั้งตามข้างถนน ริมเขา ฟยอร์ด หรือแม้แต่พื้นลาดใกล้น้ำตกเป็นฉากหลังที่สวยละมุนมาก




Blue Lagoon
เดินทางกันมาแสนนาน พวกเราขอปิดท้ายด้วยการแช่ Blue Lagoon หลังจากหลายวันของการขับรถ ชมวิว เดินป่า ปีนน้ำตก และหลงรักนกพัฟฟินแบบเต็มหัวใจ
วันนี้เราเลือกให้ร่างกายและหัวใจได้พักกันจริง ๆ ที่ Blue Lagoon บ่อน้ำแร่สีฟ้าน้ำนมที่ซ่อนตัวอยู่กลางลาวา ทันทีที่แช่ตัวลงในน้ำอุ่น ๆ อุณหภูมิราว 38–40 องศา อยากจะบอกว่ามันฟินม๊ากกก กลิ่นซิลิกาในน้ำช่วยให้ผิวนุ่ม หน้าใสอีกด้วย





7 วันที่เราได้อยู่กับภูเขา น้ำตก ลมเย็น แสงแดด และความเงียบของธรรมชาติ มันไม่ได้แค่สวย แต่มันเยียวยาแบบที่ไม่รู้ตัว และพอปิดท้ายด้วยการแช่ตัวใน Blue Lagoon ใจเราก็แค่อยากบอกว่าถ้ามีโอกาส อยากให้ทุกคนได้มาเห็นด้วยตาตัวเองจริง ๆ เพราะไอซ์แลนด์ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่มันคือความรู้สึกดี ๆ ที่จะอยู่กับเราไปอีกนานมาก ๆ




