𝐒𝐰𝐢𝐭𝐳𝐞𝐫𝐥𝐚𝐧𝐝 𝐃𝐫𝐞𝐚𝐦 𝐓𝐫𝐢𝐩 𝟖 วัน ![]()
ทริปนี้เราขอแจกโพยพิกัดธรรมชาติสุดจึ้งช่วงซัมเมอร์ของดินแดนในฝันกลางเทือกเขาแอลป์ที่มองไปไหนก็ใช้คำว่าสวยได้เปลืองสุดๆ เริ่มต้นหมู่บ้านที่สวยเหมือนไม่มีอยู่จริง นั่งรถไฟลัดเลาะจนถึงยอดเขาสวยสุดอลังการ ล่องเรือในทะเลสาบสีฟ้า และเสพบรรยากาศตัวเมืองไวป์ซัมเมอร์สุดดีงามจนขอยกให้เป็นประเทศนี้คือเมืองในฝันลำดับหนึ่งของเราตลอดไป




การเดินทางในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ก่อนเริ่มทริปเราขอบอกเลยการเดินทางที่นี่เราประทับใจมาก เพราะทุกการเดินคือสะดวกสบายอมาก เพราะประเทศนี้ระบบขนส่งสาธารณะเค้าเชื่อมต่อถึงกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถราง หรือรถบัส ยิ่งใช้ Swiss Travel Pass ยังช่วยให้เราเดินทางได้ไม่จำกัดในช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้การเที่ยวระหว่างเมืองซูริก ลูเซิร์น อินเทอร์ลาเคิน และเซอร์แมทท์นั้นง่ายดาย และคุ้มค่ามาก นอกจากนี้ รถเค้ายังตรงต่อเวลา และมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก

สิ่งที่ควรรู้ก่อนมาสวิตเซอร์แลนด์
- ระบบขนส่งทั้งรถไฟ รถบัส เรือ และเคเบิลคาร์ตรงเวลา แนะนำให้ใช้ Swiss Travel Pass จะเซฟค่าใช้จ่ายได้เยอะมาก
- ค่าเงิน 1 ฟรังก์สวิส (CHF) กับ 40 บาท แนะนำให้แพลนทุกอย่างล่วงหน้าทั้งที่พัก กิจกรรมท่องเที่ยว
- ที่นี่เป็นสังคม Cashless ส่วนมากใช้จ่ายผ่านบัตรหมด แนะนำบัตร Travel Card เรทจะดีสุด
- อากาศเปลี่ยนแปลงเร็วโดยเฉพาะในเขตภูเขา ควรเตรียมเสื้อผ้าที่สามารถกันฝน ลม และความเย็นได้ แม้จะเป็นฤดูร้อนก็ตาม
- ห้องน้ำบางแห่งต้องจ่ายเงินสด
ห้องน้ำในสถานีรถไฟหรือพื้นที่สาธารณะอาจมีค่าบริการ (0.5 – 2 CHF) ควรพกเหรียญไว้เสมอ - น้ำจากก๊อก และน้ำพุสามารถดื่มได้ฟรี ปลอดภัยและสะอาด
- ร้านค้าปิดเร็ว ส่วนใหญ่ร้านค้าจะปิดประมาณ 18.00–19.00 น. และปิดในวันอาทิตย์
- ถ้าจะซื้อของแนะนำพวกซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง coop และ migros ราคาจะถูกที่สุด

My Itinerary
Day 1 : Bangkok to Zurich
- Train from Zurich to Interlaken
นอน Interlaken
Day 2 : Switzerland
- Lauterbrunnen
- Mürren
- Schilthorn
- Gimmelwald
นอน Interlaken
Day 3 : Switzerland
- Lake Lungern
- Brienzer Rothorn Bahn
- Lake Brienz
- Iseltwald
นอน Interlaken
Day 4 : Switzerland
- Hiking to Oeschinensee
นอน Interlaken
Day 5 : Switzerland
- Train from Interlaken to Zermatt
- Zermatt City
- View point Zermatt
- Matterhorn
นอน Interlaken
Day 6 : Switzerland
- Titlis
- Luzern City
- Chapel Bridge
- Lake Lucerne
นอน Luzern
Day 7 : Switzerland
- Wildkirchli
- Zurich City
นอน Zurich
Day 8 : Switzerland
- train from Zurich to Montreux
- Chillon Castle
- Vevey City
- Jet d’Eau de Genève
- Cathédrale Saint-Pierre de Genève
- Parc des Bastions
นอน Genève
Day 9 : Genève to Bangkok

𝐃𝐚𝐲 1 : 𝐁𝐚𝐧𝐠𝐤𝐨𝐤 𝐭𝐨 𝐙𝐮𝐫𝐢𝐜𝐡
𝐈𝐧𝐭𝐞𝐫𝐥𝐚𝐤𝐞𝐧
หลังจากนั่งรถไฟจากสนามบินมายังที่พักหลักของเราในทริปนี้ ก็ขอออกไปเดินเล่นชิค ๆ ในตัวเมือง Interlaken หมู่บ้านกลางหุบเขาที่คั่นระหว่างทะเลสาบสองฝั่งอย่าง Lake Thun และ Lake Brienz แม้จะเป็นเมืองหลักของนักท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ได้วุ่นวายเลยยิ่งช่วงเย็นแบบนี้ อากาศกำลังดี ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เสียงนกร้องเบา ๆ ผสมกับเสียงน้ำในคลองที่ไหลผ่านกลางเมือง บรรยากาศคือเหมาะแก่การสั่งเจลาโต้จากร้านเล็ก ๆ น่ารักในย่านใจกลางเมืองอย่าง Gelateria Goldswil ที่สุด แนะนำให้หาที่นั่งแถว Höhematte Park สวนสาธารณะกลางเมืองที่มองเห็นยอด Jungfrau ที่นี่ช่วงเย็น ๆ คือ Vibes ดีม๊ากก





Day 2 : Switzerland
001 : Lauterbrunnen
เริ่มทริป Summer in Switzerland แบบจริงใจด้วยหมู่บ้านที่เหมือนหลุดมาจากเทพนิยายอย่าง Lauterbrunnen หมู่บ้านที่มีน้ำตกจากหน้าผาสูงชันแบบร้องว้าว
มาพร้อมบรรยากาศสุดเกินบรรยากาศ เพราะแค่เราเดินออกจากสถานีก็เหมือนโดนกอดด้วยขุนเขา บ้านไม้หลังเล็ก ๆ กับทุ่งหญ้าสีเขียวคือน่ารักจนใจเจ็บ วิวสองข้างทางมันสวยจนหยุดถ่ายรูปไม่ได้เลย นอกจากนั้นพวกแกห้ามพลาดมุมไฮไลต์ตรงทางเดินเล็ก ๆ ที่มีโบสถ์ และน้ำตกพร้อมเทือกเขาลูกโตเป็นฉากหลังด้วยนะ





002 : Mürren
หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปใน Lauterbrunnen จนเมมเกือบเต็ม เรามาต่อกันที่หมู่บ้านกลางเทือกเขาอย่าง Mürren ด้วยกระเช้า และรถไฟเล็ก ๆ ที่แล่นผ่านวิวเทือกเขา Alps ที่บางยอดยังมีหิมะขาว ๆ ตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวสดให้เราเห็นอยู่บ้าง หลังจากชมวิวยังไม่ทันอิ่มใจเราก็มาถึง Mürren หมู่บ้านสุดเงียบสงบที่ทำให้เราได้เสพบรรยากาศของธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง มองไปทางไหนก็เห็นวิว Jungfrau แบบเต็มตา ถ้ามาหน้าร้อนแบบนี้ แนะนำหาคาเฟ่นั่ง outdoor สั่งกาแฟ หรือไอศกรีมซักถ้วย นั่งรับแดดไป มองวิวไป แล้วจะรู้เลยว่าความสุข มันหน้าตาแบบนี้นี่เอง






003 : Schilthorn
แต่ถ้ายังฟินไม่พอ เราขอพาทุกคนขึ้นไปชมความสวยงามกันต่อด้วย Schilthornbahn กระเช้าลอยฟ้าสุดเท่ไปยังยอดเขา Schilthorn ที่บนนี้เราสามารถสูดอากาศหนาวเย็นได้เต็มปอด แถมหันไปก็เจอวิวเทือกเขา Eiger, Mönch และ Jungfrau เรียงรายสุดอลังการอีกด้วย ความสะดวกสบายคือบนยอดมีทั้งร้านอาหาร Piz Gloria ที่แฟนหนัง James Bond จะต้องร้องว้าว (เพราะเคยใช้ถ่ายทำ!) และจุดชมวิวที่หมุนได้แบบรอบตัว ไม่ว่าจะหันกล้องไปทางไหนก็เจอแต่ภูเขา หิมะ และท้องฟ้าสีฟ้าสุดสดใส บอกเลยว่าวิวที่นี่คือสวยแบบโนฟิลเตอร์เลย




004 : Gimmelwald
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่กาดอกจันเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดกับ Gimmelwald หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างทางลงจาก Schilthorn ไปยัง Mürren ที่มีบรรยากาศเงียบกว่า Mürren อีก ที่นี่ไม่มีร้านหรู ไม่มีอะไรหวือหวา มีแค่บ้านไม้หลังเก่า ๆ ฟาร์มวัว ทุ่งหญ้ากว้าง และวิวภูเขาอลังการแบบไม่มีคนบัง เหมาะกับการเดินช้า ๆ ถ่ายรูปใบไม้ ดอกไม้ หรือแค่หยุดนั่งบนม้านั่งแล้วปล่อยใจ ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้คือช่วงเวลาที่นี่สวยที่สุดเลย ดอกไม้เริ่มบานตามทางเดิน เสียงวัวกระดิ่งดังเป็นจังหวะเบา ๆ เหมาะสำหรับสายชิลล์ที่อยากใกล้ธรรมชาติแบบสุด ๆ เลยแหละ







Day 3 : Switzerland
006 : Lake Lungern
เช้าวันที่สองวันนี้เราออกเดินทางแต่เช้าหน่อยเพื่อไปยัง Lake Lungern ที่จุดหมายที่ไม่ใช่แค่ทะเลสาบธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในมุมยอดฮิตสำหรับคนที่ชอบดูรถไฟ โดยเส้นทางรถไฟสาย Zentralbahn ที่วิ่งผ่านที่นี่เป็นไฮไลต์สุดคลาสสิก ตัวขบวนสีแดงค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามรางที่ลัดเลาะทะเลสาบสีเขียวใสสะท้อนภูเขา และหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในเงาเขา เป็นภาพที่ได้เห็นของจริงแล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกคนที่มาถึงชอบมุมนี้กัน ยิ่งอากาศตอนเช้าสดชื่นมากแถมได้เห็นกิจกรรมของคนที่นี่อีกด้วย







007 : Brienzer Rothorn Bahn
จาก Lake Lungern เรานั่งรถไฟต่อไม่นานก็มาถึงอีกหนึ่งจุดคลาสสิกที่สายรถไฟห้ามพลาดสุด ๆ เลยกับ Brienzer Rothorn Bahn รถไฟไอน้ำสายเก่าแก่ที่จะพาเราค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปยังยอดเขา Brienzer Rothorn แบบช้า ๆ ตัวรถไฟสีแดงสดสุดวินเทจ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านทุ่งหญ้า ป่าเขียว และหน้าผาสูงชัน โดยมีฉากหลังเป็นทะเลสาบ Brienz สีฟ้าน้ำทะเลที่สวยจนต้องหายใจลึก ๆ ทุกครั้งที่มองเป็นสายรถไฟที่เราชอบที่สุดในทริปนี้แล้ว ยิ่งฤดูร้อนเรายิ่งชอบที่นี่ที่เพราะบรรยากาศบนเขาจะเย็นสบายมาก วิวก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จากหมู่บ้านริมทะเลสาบไปจนถึงยอดเขาที่มีหิมะหลงเหลืออยู่บ้าง







เมื่อวานขึ้นมายังด้านบนของ Brienzer Rothorn เราจะได้เห็นวิวเทือกเขาแอลป์ที่เรียงตัวเป็นชั้น ๆ สุดสายตา พื้นหญ้าบนยอดเขาเขียวขจี สลับกับดอกไม้ป่าเล็ก ๆ ที่ขึ้นแซมตามทางเดินแถมยังได้เห็นวิวทะเลสาบ Brienz ด้านล่างสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ตัดกับเขาเขียว และท้องฟ้าได้แบบลงตัว ยิ่งถ้าโชคดีฟ้าเปิดเราจะเห็นเทือกเขา Eiger, Mönch และ Jungfrau อยู่ลิบ ๆ อีกด้วย




008 : Lake Brienz
หลังจากลงจากยอดเขาพวกเราก็ขอเปลี่ยนฟิลจากนั่งรถไฟไปนั่งเรือบ้าง และใกล้ ๆ ก็มีหนึ่งในท่าเรือสุดคลาสสิกของเมือง Brienz โดยการล่องเรือในทะเลสาบ Lake Brienz ที่มีวิวทะเลสาบสีฟ้าใสแบบเทอร์ควอยซ์ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง และหมู่บ้านเรียบชายฝั่ง แนะนำให้ขึ้นมานั่งบนดาดฟ้าเรือ บรรยากาศมันดีม๊ากทุกคน



009 : Iseltwald
ระหว่างที่เรือล่องไปตามทะเลสาบ Brienz เราแวะลงที่ Iseltwald หมู่บ้านเล็ก ๆ สุดแสนสงบ จุดที่ลงเรือจะเห็นท่าเรือไม้เล็ก ๆ ยื่นออกไปในทะเลสาบน้ำใสแจ๋ว มีฉากหลังเป็นภูเขาสูง และปราสาท Seeburg อันเป็นซิกเนเจอร์ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ริมผืนน้ำ ใครเป็นสายถ่ายรูป หรือเคยดูซีรีส์เกาหลีจะต้องกรี๊ด เพราะมุมนี้คือโลเคชั่นสุดฮิตเลย นอกจากมุนนี้แล้ว Iseltwald ก็ไม่ได้มีอะไรมาก บ้านไม้ริมทาง ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา คาเฟ่เล็ก ๆ ที่มีแค่ 3-4 โต๊ะ แต่ถ้าใครชอบบรรยากาศที่แสนเงียบ เราว่าที่นี่พวกแกอาจจะชอบก็ได้นะ




Day 4 : Hiking to Oeschinensee
010 : Oeschinensee
เช้าวันใหม่เราออกเดินทางจาก Interlaken ไปยังหมู่บ้าน Kandersteg แล้วต่อกระเช้าขึ้นเขาเพื่อไปยัง Oeschinensee ทะเลสาบแห่งสวรรค์ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสูงใหญ่ของ Bernese Oberland โดยการเดินทางไปที่นี่ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสถานีบนเขา จากนั้นเดินเท้าต่ออีกประมาณ 20–30 นาที ผ่านวิวป่าสนและทุ่งหญ้าอันเขียวขจี เอาจริงแค่เริ่มต้นก็รู้เลยว่ามันว้าวแล้ว แต่หลังจากเดินพ้นมุมโค้งสุดท้าย ภาพตรงหน้าคือวิว Oeschinensee ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวสดที่สวยแบบยอ.ยักษ์ล้านตัว มีวัวเดินเล็มหญ้าเบา ๆ เป็นแบ็คกราวด์ และนักท่องเที่ยวนั่ปิกนิกบนพื้นหญ้า เล่นเรือ ถ่ายรูป รวมถึงว่ายน้ำเล่นกัน เป็น Vibes Summer ที่ชอบที่สุดในทริปนี้แล้ว


อย่างที่บอกบรรยากาศที่ Oeschinensee ช่วงซัมเมอร์คือที่สุดของความสดใสแล้วทุกคน ฟ้าสีฟ้าเข้มไร้เมฆ น้ำในทะเลสาบใสจนมองเห็นก้อนหินใต้ผิวน้ำชัดเจน มีแสงแดดตกกระทบเป็นประกายระยิบระยับ ผู้คนกระจายกันนั่งเล่นบนผ้าปิกนิก ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวสดที่มีดอกไม้ป่าแซมอยู่เป็นจุด ๆ เสียงระฆังของวัวดังเป็นจังหวะค่อย ๆ คลอไปกับเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้ บางคนพายเรืออยู่กลางน้ำ บ้างก็เดินเท้าเปล่าลงไปย่ำคลื่นเย็น ๆ ริมฝั่ง และผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยเกินเบอร์ มันคือความความสุขที่ไม่สงสัยเลยว่าทำไมทุกคนถึงเรียกที่นี่ว่าทะเลสาบสวรรค์


Day 5 : Zermatt
011: Zermatt City
อากาศดี แดดกำลังอุ่น ฟ้าใสแบบไม่มีเมฆ คือเช้าที่เหมาะจะออกเดินทางแพ็กกระเป๋าเบา ๆ แล้วขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ Zermatt เมืองปลายทางของวันนี้ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงายอดเขา Matterhorn ที่สุดแล้ว โดยเราเดินทางจาก Interlaken ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง แต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีคำว่าเบื่อเลย เพราะตลอดทางคือขบวนรถไฟไต่ระดับผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ป่าเขียวชอุ่ม ทุ่งหญ้าโล่งที่เต็มไปด้วยวัวนอนอาบแดด และแม่น้ำสายเล็ก ที่นั่งมองวิวแบบไม่มีเบื่อเลย แต่เมื่อรถไฟเลี้ยวโค้งสุดท้ายเข้าเมือง Zermatt ก็เหมือนเวลาเดินช้าลงทันที เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใต้ยอดเขา Matterhorn แห่งนี้คือหนึ่งในไม่กี่เมืองในโลกที่ ไม่มีรถยนต์ใช้น้ำมันเลย ทุกอย่างเงียบ สะอาด และอากาศบริสุทธิ์จนรู้สึกได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากสถานี



พอเราเดินออกมาจากสถานีก็เจอถนนสายหลักของเมืองที่รายล้อมด้วยร้านเบเกอรี่ คาเฟ่เล็ก ๆ โรงแรมไม้สไตล์ชาเลต์ และรถไฟฟ้าคันจิ๋วที่แล่นผ่านไปมา ตัวบ้านเรือนที่นี่น่ารักมากหลังคาไม้แหลม ๆ กับระเบียงที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีสด บรรยากาศช่วงซัมเมอร์แบบนี้คือสดใสสุด ๆ ฟ้าใส แดดอุ่น ลมเบา ๆ และกลิ่นอบขนมปังลอยมาเป็นระยะ ๆ ไม่ต้องมีกิจกรรมอะไรมากก็รู้สึกว่าได้พักอย่างแท้จริง เดินเล่นช้า ๆ ตามถนนสายหลัก แวะซื้อช็อกโกแลตพื้นเมือง หรือหามุมเงียบ ๆ นั่งจิบกาแฟพร้อมมองยอด Matterhorn ก็ฟินแล้วจริง ๆ




ส่วนใครอยากเห็นวิวเมืองนี้แบบเต็มตาเราขอแนะนำให้ออกแรงเดินขึ้นมายัง Viewpoint โดยมุมนี้เราจะได้เห็นเมือง Zermatt ที่มียอดเขา Matterhorn เป็นฉากหลังที่สวยมาก ยิ่งช่วงวันไหนฟ้าสวยเห็นยอดเขาได้แบบไม่มีเมฆมาบัง มันคือวิวที่เรายกให้สวยที่สุดในทริปนี้เลย



012 : Matterhorn
หลังจากเดินเล่นในเมืองจนพอใจ เราก็ไม่พลาดที่จะขึ้นรถไฟสาย Gornergrat Bahn ไปยังจุดชมวิวระดับโลกที่ Gornergrat ที่ความสูงกว่า 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รถไฟไต่ขึ้นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ทุกนาทีก็เต็มไปด้วยวิวสวยสะกดตา จากป่าสนเขียว ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นลานหิน ธารน้ำแข็ง และภูเขาหิมะที่หยุดมองไม่ได้เลย และเมื่อเราถึงยอดวิวตรงหน้าคือ Matterhorn ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามพร้อมวิวรอบด้านที่เป็นแนวเทือกเขาแอลป์ อยากบอกว่าที่นี่เป็นภาพในฝันก็คงไม่เกินจริงเลย




ระหว่างทางขาลงจาก Gornergrat เราแวะลงที่สถานี Rotenboden เพื่อเดินต่ออีกไม่ไกลไปยัง Riffelsee ทะเลสาบเล็ก ๆ ที่มีวิว Matterhorn ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง และเงาของมันสะท้อนอยู่บนผิวน้ำของทะเลสาบนิ่ง ๆ ที่สวยงามจนเราใช้เวลานั่งชิลล์ ๆ อยู่ที่นี่นานมาก และช่วงซัมเมอร์แบบนี้ฟ้าเปิดเกือบทั้งวัน น้ำในทะเลสาบใสจนเห็นพื้นกรวด และรอบ ๆ เต็มไปด้วยดอกไม้ขึ้นตามซอกหิน ยิ่งเพิ่มชีวิตชีวาให้กับภาพที่สวยอยู่แล้วให้ดูมีชีวิตยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่อยากนั่งอยู่ที่นี่นาน ๆ เลย





Day 6 : Switzerland
013 : Titlis
เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยความสดใสแบบเต็มพลัง เรานั่งรถไฟจาก Interlaken มุ่งหน้าสู่เมือง Engelberg จุดเริ่มต้นของการขึ้น Titlis หนึ่งในยอดเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะเป็นช่วงซัมเมอร์ แต่ที่นี่คือดินแดนแห่งน้ำแข็งตลอดทั้งปี เส้นทางขึ้นเขามีสองช่วง คือการนั่งกระเช้าขนาดเล็กจาก Engelberg ไปยัง Trübsee และต่อด้วย Titlis Rotair กระเช้าหมุนรอบ 360 องศาที่พาเราขึ้นไปสู่ยอดเขา ระหว่างทางคือวิวที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากทุ่งหญ้าเขียวขจีเป็นภูเขาหิมะสุดอลังการ


เมื่อเราถึงด้านบนก็อุทานเลยว่าทำไมมันเหมือนคนละโลกเลย จากทุ่งหญ้าสู่ยอดเขาที่มีหิมะขาวโพลนบรรยากาศดีมาก นอกจากนี้ยังมีมุมไฮไลต์อย่างสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในยุโรปอย่าง Titlis Cliff Walk ให้เราได้ถ่ายรูปและลองเดินเล่นอีกด้วย ใครอยากเจอหิมะฟิน ๆ ในช่วงซัมเมอร์บอกเลยว่าที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน




ส่วนขากลับจาก Titlis เราไม่พลาดที่จะขอลงที่สถานี Trübsee เพื่อสัมผัสอีกมุมของธรรมชาติสวย ๆ ในฤดูร้อน เพราะพอลงจากกระเช้ามาปุ๊บก็เจอกับ Trübsee Lake ทะเลสาบสีฟ้าใสที่โอบล้อมด้วยภูเขาสีเขียวแบบไม่มีอะไรมาบังมาพร้อมบรรยากาศที่นี่ชิลล์ มีน้องวัวเดินเล็มหญ้าพร้อมมีเสียงกระดิ่งเบา ๆ อยู่เต็มไปหมด แถมที่นี่ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียวนะ แต่ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ อย่างเรือพายออกไปกลางทะเลสาบได้อีกด้วย ฟีลแบบอยากนอนมองท้องฟ้า แล้วสูดอากาศดี ๆ ให้เต็มปอด ไม่อยากรีบกลับไปไหนเลยจริง ๆ





014 : Luzern
หลังจากเต็มอิ่มกับธรรมชาติที่ Trübsee เราก็นั่งรถไฟมาถึง Luzern ในช่วงเย็น อยากบอกเลยว่าการเดินเล่นเลียบทะเลสาบที่นี่คือการพักใจที่สุดฮีลใจเลย เพราะถนนเรียบฝั่งแม่น้ำนี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และผู้คนที่ออกมานั่งชิลล์ ๆ ปิกนิกบนสนามหญ้าวางผ้าปู นั่งอ่านหนังสือ จิบไวน์ พูดคุยกับเพื่อน ๆ พร้อมเสียงหัวเราะ หรือพายเรือกันแบบครึกครืน อย่างที่บอกช่วง Summer บรรยากาศที่นี่คืออบอุ่น และมีชีวิตชีวาสุด ๆ เราชอบ Vibes เมืองแบบนี้มาก




015 : Chapel Bridge
และจุดแรกที่ต้องแวะเลยเมื่อมาเมืองนี้คือ Chapel Bridge สะพานไม้เก่าแก่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง โดนตัวสะพานจะเป็นไม้สุดคลาสสิกที่มา พร้อมกับภาพวาดโบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้บนเพดานสะพาน แถมใกล้ ๆ กันยังมีOld Town ที่เต็มไปด้วยตึกสีพาสเทลลวดลายศิลปะยุคเรอเนซองส์ ร้านกาแฟริมถนนที่มีโต๊ะเล็ก ๆ ตั้งเรียงรายอยู่ริมน้ำเต็มไปหมด


ปิดท้ายวันด้วยการปล่อยใจจอย ๆ ด้วยการขึ้นเรือ Lake Lucerne Cruise เรือล่องไปช้า ๆ บนผิวน้ำสีฟ้าที่มาพร้อมกับบรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความชิลล์ ได้บ้านไม้สไตล์สวิสตั้งเรียงรายริมฝั่ง มีท่าเรือเล็ก ๆ น่ารักที่เห็นคนพายเรือเล่นบ้าง หรือไม่ก็นั่งปิกนิกริมทะเลสาบแบบสบาย ๆ โดยจุดที่เรือล่องผ่านมีหลายวิวสวย ๆ ทั้ง Weggis, Vitznau และ Beckenried ที่เรียงรายไปด้วยภูเขาเขียวขจี ทุ่งหญ้า และหมู่บ้านเล็ก ๆ โดยเส้นทางนี้ไม่ต้องมีอะไรมาก แค่ได้นั่งชิลล์ ๆ บนดาดฟ้าเรือ จิบกาแฟเบา ๆ มองวิวที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่ได้รีแล็กซ์สุด ๆ เลย






𝐃𝐚𝐲 7 : Switzerland
𝟎𝟏𝟗 : 𝐖𝐢𝐥𝐝𝐤𝐢𝐫𝐜𝐡𝐥𝐢
วันนี้เราขอออกนอกแพลนยอดฮิตไปสู่จุดหมายลับ ๆ แถบ Appenzell ที่หลายคนยังไม่เคยรู้จัก แต่ความสวยบอกเลยว่าระดับเวิลด์คลาส นั่นคือ Wildkirchli ที่มาพร้อมเส้นทาง hiking บนสันเขาที่วิวอลังการสุด ๆ โดยเริ่มต้นหลังจากลงรถไฟเราขึ้น cable car จาก Wasserauen สู่ Ebenalp แล้วเริ่มต้นเส้นทางเดินเท้าสั้น ๆ ได้เลย ทางเดินเลียบหน้าผาเราจะได้เห็นน้องวัวกินหญ้าสองข้างทางก่อนจะโผล่ออกมาสู่จุดชมวิวด้านนอกที่เห็น Aescher Cliff Restaurant ตั้งอยู่บนหน้าผาแบบไกล ๆ





ไฮไลต์ที่เราชอบสุด ๆ คือตรง Aescher Restaurant ที่สร้างอยู่ริมหน้าผายิ่งมาช่วงกลางวันคือ Vibes ดีมาก มีแค่เก้าอี้ไม้โต๊ะเก่า ๆ กับวิวหลักล้านที่อยู่ข้างหน้า ข้าง ๆ มีคนจิบเบียร์ ทานซุป ขณะที่ด้านล่างเป็นผาสูงชันโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาและผู้คนที่ต่างเดิน Hiking กัน เราหยุดพักตรงนี้แล้วนั่งจิบเครื่องเบา ๆ เอาจริง ๆ สำหรับคนที่ไม่อยากเดินลงไปข้างล่างแบบนี้ แค่มานั่งปล่อยใจตรงนี้ก็คือว่าคุ้มมากแล้วนะ



020 : Zurich City
หลังจากใช้วันทั้งวันเดินบนเขา และสัมผัสธรรมชาติที่ Wildkirchli พอเย็นเราก็มาถึง Zurich เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในอีกแบบ หลังเดินออกจากสถานีรถไฟกลาง (HB) ก็จะได้กลิ่นของเมืองที่ผสมกันระหว่างความเก่าแก่ของอาคารหิน กับความทันสมัยของร้านและคาเฟ่ริมทางได้ลงตัว ยิ่งช่วงเย็นแถว Limmat River ที่ไหลผ่านกลางเมือง Vibes ดีมาก มุมถ่ายรูประหว่าง Grossmünster และ Fraumünster ก็สวยสุด ๆ



หลังจากปล่อยใจไปกับบรรยากาศริมแม่น้ำ เราเดินต่อเข้ามาใน Old Town ของ Zurich ที่เต็มไปด้วยถนนหินเล็ก ๆ โค้งไปมาแทรกตัวอยู่ระหว่างอาคารเก่าแก่สีพาสเทล ตึกแต่ละหลังมีเอกลักษณ์ทั้งหน้าต่างไม้ บานประตูแกะสลัก และลายเพนต์โบราณที่ยังคงถูกรักษาไว้อย่างดี มีเสียงดนตรีสดจากมุมนึงของถนน กับกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ที่ลอยมาจากร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ข้างทาง ผู้คนเดินช้า ๆ ถือเจลาโต้บ้าง แวะร้านขายของแฮนด์เมดบ้าง ทุกมุมของย่านนี้ ใครที่ชอบเดินเล่นในเมืองต้องชอบบรรยากาศแบบนี้แน่นอน





Day 8 : Switzerland
021 : Chillon Castle
วันสุดท้ายของทริป เราตื่นเช้าเก็บกระเป๋าแล้วขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่เมือง Montreux เมืองติดริมทะเลสาบแสนอบอุ่น และโรแมนติก ทันทีที่เท้าแตะชานชาลา บรรยากาศก็เปลี่ยนจากความคึกคักของเมืองใหญ่ สู่ความเงียบสงบ ริมฝั่งมีทั้งสวนดอกไม้ คาเฟ่ และกลิ่นหอมของกาแฟลอยมาพร้อมลมเบา ๆ เราเลือกเดินช้า ๆ ไปยัง Chillon Castle ปราสาทโบราณที่ตั้งอยู่บนโขดหินยื่นลงไปในทะเลสาบที่มีวิวภูเขาด้านหลัง โดยตัวปราสาทหินที่ยังคงสวยสง่างามแม้จะมีอายุกว่า 800 ปี ภายในมีทั้งห้องโถงใต้ดิน ห้องนักโทษ และวิวจากหน้าต่างที่มองเห็นทะเลสาบทอดยาวไกลสุดตา เป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นที่ใครมาแถบนี้ต้องชอบแน่นอน




022 : Vevey
หลังจากชมความยิ่งใหญ่ของปราสาท Chillon เรานั่งรถไฟต่อมาไม่ไกลก็มาถึง Vevey เมืองเล็กริมทะเลสาบที่เต็มไปด้วยความน่ารัก และบรรยากาศสุดชิลล์ ตัวเมืองเงียบกว่า Montreux แต่กลับอบอุ่นยิ่งกว่า ตัวตึกสีอ่อนเรียงรายอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ ล้อมรอบด้วยร้านกาแฟเล็ก ๆ และที่นั่งปิกนิกใต้ต้นไม้ใหญ่ ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือ รูปปั้น Charlie Chaplin ที่นั่งอยู่ริมทะเลสาบพร้อมกับ “ช้อนยักษ์” ที่ปักอยู่กลางน้ำ เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองที่ใครมา Vevey แล้วไม่ถ่ายรูปกับช้อนคือต้องมาใหม่อีกรอบนะ และที่ชอบที่สุดเลยคือบรรยากาศริมทะเลสาบช่วงบ่ายคือดีมาก ลมเย็น ๆ แดดนุ่ม ๆ กับวิวภูเขา และน้ำใสแบบตะโกน เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ไม่ต้องมีแผนก็เดินเพลินได้ทั้งวัน




023 : Jet d’Eau de Genève
ช่วงเย็นเราเดินทางเข้าสู่ Geneva เมืองธุรกิจสุดใหญ่โตที่โอบล้อมด้วยทะเลสาบ Léman หลังจากเราเก็บของที่พักแล้วก็เลือกมาเดินช้า ๆ ตามทางริมทะเลสาบ เพื่อมาดูไฮไลต์แรกของที่นี่อย่าง Jet d’Eau de Genève น้ำพุกลางทะเลสาบที่พ่นน้ำขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 140 เมตร ตัวละอองน้ำที่ปลิวมาตามลมเบา ๆ บรรยากาศช่วงเย็นคือดีมาก แถมช่วงเย็นเราจะได้เห็นผู้คนคนพายเรือ นั่งริมทะเลสาบ ปั่นจักรยานผ่านไปมาด้วยฟีลดีสุด ๆ




025 : Parc des Bastions
หลังจากเดินชมความงามของ Saint-Pierre Cathedral เราเดินลงมาตามทางเก่าแก่เข้าสู่ Parc des Bastions สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เส้นทางในสวนเรียงรายด้วยต้นไม้ใหญ่ ถนนหินกรวด และม้านั่งไม้ที่ตั้งเรียงอยู่ใต้ร่มเงา ลมยามเย็นพัดเบา ๆ บรรยากาศดีมาก ไฮไลต์ของที่นี่คือบริเวณ Reformation Wall กำแพงหินแกะสลักที่เล่าเรื่องราวของการปฏิรูปศาสนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เจนีวา และสิ่งที่ทำให้ Parc des Bastions ไม่เหมือนสวนทั่วไปคือ กระดานหมากรุกยักษ์ ที่ตั้งอยู่กลางลาน ผู้คนทั้งวัยรุ่น ผู้ใหญ่ ต่างก็มายืนล้อมวงเล่นกันแบบจริงจังเลย




8 วันตลอดการเดินในการเดินที่นี่เวลาเหมือนจะเร็ว แต่ทุกช่วงเวลาที่เราได้เดินทางผ่านเมืองเล็ก หมู่บ้านริมเขา ทะเลสาบใส และยอดเขาสูง เวลาเหมือนเดิมช้าลงเพราะทุกโมเมนต์เราได้เจอความสุขที่เรียบง่ายจริง ๆ ตั้งแต่เสียงระฆังของน้องวัวตามริมทางเดินต่าง ๆไปจนถึงลมเย็นตีหน้าบนยอดเขาสูง ได้ใช้ชีวิตชิลล์ ๆ ตามทะเลสาบ ไม่แปลกใจว่าที่ทำไมทุกคนถึงนิยามประเทศนี้ว่าเป็นสวรรค์ที่ควรมาสักครั้ง ขอบคุณสวิตเซอร์แลนด์ที่ให้เราได้หยุดเวลาเพื่อจนความสุขที่แท้จริง 🙂




